บทนำ
หากย้อนกลับไปในช่วงหลายสิบปีก่อน เส้นขอบฟ้า (Skyline) ของกรุงเทพมหานครอาจจะดูคุ้นตาด้วยตึกระฟ้าทรงสี่เหลี่ยมทั่วไป แต่การมาถึงของ “ตึกมหานคร” หรือในชื่อปัจจุบันคือ “King Power Mahanakhon” ได้เปลี่ยนโฉมหน้าประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรมของไทยไปอย่างสิ้นเชิง ด้วยรูปทรงอันเป็นเอกลักษณ์ที่ดูเหมือน “พิกเซล” (Pixel) กำลังล้อมรอบอาคาร ทำให้ตึกแห่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่สิ่งก่อสร้างที่เน้นความสูง แต่คือผลงานศิลปะระดับมาสเตอร์พีซที่ตั้งตระหง่านอยู่ใจกลางย่านธุรกิจสำคัญอย่างสาทร-สีลม
“King Power Mahanakhon” เป็นโครงการอสังหาริมทรัพย์รูปแบบ Mixed-use ระดับซูเปอร์ลักชัวรีที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมืองอย่างครบวงจร ภายใต้โครงสร้างความสูงกว่า 314 เมตร (78 ชั้น) ตึกแห่งนี้บรรจุไปด้วยประสบการณ์ที่หลากหลาย ตั้งแต่ที่พักอาศัยที่หรูหราที่สุดอย่าง The Ritz-Carlton Residences ไปจนถึงแหล่งแฮงเอาท์ที่ทันสมัยที่สุดอย่าง The Standard, Bangkok Mahanakhon แต่สิ่งที่ทำให้ ตึกมหานคร กลายเป็นจุดหมายปลายทางที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกต้องปักหมุด คือการส่งมอบประสบการณ์ “เหนือระดับ” อย่างแท้จริง ผ่านจุดชมวิวพื้นกระจกที่น่าตื่นตาตื่นใจที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทำให้ที่นี่ไม่ใช่แค่ตึกออฟฟิศหรือคอนโดมิเนียมทั่วไป แต่เป็นสัญลักษณ์ที่สะท้อนถึงความล้ำสมัย ความคิดสร้างสรรค์ และความทะเยอทะยานของกรุงเทพฯ ในการก้าวขึ้นสู่การเป็นมหานครระดับโลก
สถาปัตยกรรมระดับโลกและการออกแบบที่โดดเด่น
ความโดดเด่นของ ตึกมหานคร ไม่ได้อยู่ที่ความสูงเพียงอย่างเดียว แต่หัวใจสำคัญคือการฉีกกฎเกณฑ์สถาปัตยกรรมแบบเดิม ๆ สู่การเป็นประติมากรรมเมืองที่ยังมีชีวิต ซึ่งมีรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้:
แนวคิดการออกแบบ “พิกเซล” (The Pixel Concept)
อาคารแห่งนี้ถูกออกแบบโดย Ole Scheeren สถาปนิกชาวเยอรมันผู้มีชื่อเสียงระดับโลก โดยเขาได้นำเสนอแนวคิดที่เรียกว่า “Pixelation” หรือการทำให้ผิวอาคารดูเหมือนภาพพิกเซลที่กำลังเคลื่อนไหว หากมองจากระยะไกล เราจะเห็นเหมือนมีริบบิ้นสามมิติที่ขดล้อมรอบตัวตึก โดยส่วนที่เป็นพิกเซลเหล่านี้คือกระจกที่ถูกเซ็ตระยะให้เว้าแหว่งเข้าไปจริง ๆ เพื่อสร้างระเบียงและพื้นที่ใช้สอยแบบเล่นระดับ ซึ่งช่วยลดทอนความแข็งกระด้างของตึกระฟ้าทรงแท่งสี่เหลี่ยมแบบเดิม
ความกลมกลืนระหว่าง “ภายใน” และ “ภายนอก”
การออกแบบพิกเซลไม่ได้มีไว้เพื่อความสวยงามภายนอกเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อผู้อยู่อาศัยภายใน King Power Mahanakhon ด้วย โดยห้องพักในส่วนที่เป็นรอยเว้าจะมีระเบียงที่กว้างขวางและยื่นออกมาในมุมที่แปลกใหม่ มอบทัศนียภาพของกรุงเทพฯ ในมุมมองที่แตกต่างจากตึกอื่น ๆ ทำให้ผู้อยู่อาศัยรู้สึกเชื่อมต่อกับท้องฟ้าและเมืองได้มากขึ้น
โครงสร้างที่ท้าทายวิศวกรรม
ด้วยรูปทรงที่มีความเว้าแหว่งสลับซับซ้อน ทำให้การคำนวณโครงสร้างของ ตึกมหานคร มีความซับซ้อนสูงมาก วิศวกรต้องทำงานร่วมกับสถาปนิกอย่างใกล้ชิดเพื่อให้แน่ใจว่าอาคารจะมีความแข็งแรงสูงสุดภายใต้รูปลักษณ์ที่ดูเหมือน “ไม่สมบูรณ์” อย่างจงใจ ตัวอาคารยังใช้วัสดุกระจกประสิทธิภาพสูงเกือบทั้งหมด เพื่อให้ตึกดูโปร่งเบาและสะท้อนแสงสีของกรุงเทพฯ ในช่วงเวลาต่าง ๆ ได้อย่างสวยงาม
ไฮไลท์สำคัญภายใน King Power Mahanakhon
ภายใต้รูปทรงอาคารที่เป็นเอกลักษณ์ King Power Mahanakhon ได้รวบรวมที่สุดของไลฟ์สไตล์ระดับลักชัวรีเอาไว้ในที่เดียว โดยแบ่งออกเป็นส่วนสำคัญที่สร้างชื่อเสียงให้ตึกแห่งนี้โด่งดังไปทั่วโลก ดังนี้:
The Ritz-Carlton Residences, Bangkok
นี่คือที่พักอาศัยระดับซูเปอร์ลักชัวรีที่ตั้งอยู่บนชั้น 23 ถึง 73 ของตัวตึก โดยได้รับความร่วมมือจากแบรนด์โรงแรมระดับโลกอย่าง Ritz-Carlton มาดูแลเรื่องการบริการ
- ความเอ็กซ์คลูซีฟ: ห้องพักแต่ละยูนิตถูกออกแบบให้มีความเป็นส่วนตัวสูงสุด พร้อมกระจกบานสูงจากพื้นจรดเพดาน เพื่อเปิดรับวิวกรุงเทพฯ แบบพาโนรามา
- Sky Residence: สำหรับยูนิตที่ตั้งอยู่บนส่วนพิกเซลของอาคาร จะมีระเบียงแก้วและพื้นที่ใช้สอยที่ยื่นออกมานอกตัวอาคาร (Sky Box) มอบประสบการณ์การอยู่อาศัยที่เสมือนลอยอยู่บนฟ้า
The Standard, Bangkok Mahanakhon
โรงแรมแฟลกชิปแห่งแรกในเอเชียของแบรนด์ The Standard จากสหรัฐอเมริกา ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องความแปลกใหม่และดีไซน์ที่จัดจ้าน
- ดีไซน์ที่แตกต่าง: ตกแต่งโดยสถาปนิกชื่อดังชาวสเปน Jaime Hayon ร่วมกับทีมดีไซน์ของ The Standard ทำให้โรงแรมแห่งนี้มีสีสันสดใส มีความขี้เล่น และฉีกภาพลักษณ์เดิม ๆ ของโรงแรมหรู
- จุดรวมตัวของสายไลฟ์สไตล์: ภายในโรงแรมประกอบด้วยห้องอาหารชื่อดัง เช่น Mott 32 (อาหารจีนสไตล์ฮ่องกง) และ The Parlor พื้นที่แฮงเอาท์สุดชิค
Mahanakhon Cube
ตั้งอยู่บริเวณด้านหน้าของตึกมหานคร เป็นอาคารไลฟ์สไตล์แยกส่วนที่เน้นเรื่องอาหารและความบันเทิง
- ศูนย์รวมอาหารรสเลิศ: เป็นที่ตั้งของร้านอาหารระดับพรีเมียมและคาเฟ่ชั้นนำมากมาย
- Mahanakhon Eatery: แหล่งรวมร้านอาหารหลากหลายสไตล์ในรูปแบบ Cross-Dining ที่ให้คุณสั่งอาหารจากหลายร้านมาทานร่วมกันได้ในบรรยากาศที่ทันสมัย
สัมผัสประสบการณ์เหนือเมฆที่ Mahanakhon SkyWalk
หากคุณต้องการเห็นกรุงเทพฯ ในมุมมองที่ไม่เคยเห็นมาก่อน Mahanakhon SkyWalk คือจุดหมายปลายทางที่พร้อมมอบประสบการณ์ความตื่นเต้นบนความสูงกว่า 314 เมตร เหนือพื้นดิน โดยแบ่งไฮไลท์ออกเป็น 3 ระดับที่น่าประทับใจ:
ลิฟต์ความเร็วสูง (High-Speed Multimedia Elevator)
การเดินทางเริ่มต้นตั้งแต่วินาทีแรกที่คุณก้าวเข้าสู่ลิฟต์ เพราะนี่คือลิฟต์ที่เร็วที่สุดในประเทศไทย ซึ่งจะพาคุณทะยานขึ้นสู่ชั้น 74 ภายในเวลาเพียง 50 วินาที ระหว่างการเดินทาง ภายในลิฟต์จะตกแต่งด้วยจอแอนิเมชันแบบ 360 องศา บอกเล่าเรื่องราวของกรุงเทพฯ ในมุมมองที่ล้ำสมัย ทำให้คุณเพลิดเพลินจนลืมไปเลยว่ากำลังเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูง
จุดชมวิวภายในอาคาร ชั้น 74 (Indoor Observation Deck)
เมื่อออกจากลิฟต์ คุณจะได้พบกับพื้นที่ชมวิวแบบ 360 องศาในห้องแอร์ที่สะดวกสบาย
- เทคโนโลยี Interactive: มีหน้าจอสัมผัสและแอปพลิเคชัน AR (Augmented Reality) ที่ช่วยระบุตำแหน่งแลนด์มาร์คสำคัญของกรุงเทพฯ ที่คุณกำลังมองอยู่ ไม่ว่าจะเป็นวัดพระแก้ว โค้งน้ำเจ้าพระยา หรือสวนลุมพินี
- ตู้ไปรษณีย์ที่สูงที่สุด: คุณสามารถส่งโปสการ์ดจากตู้ไปรษณีย์สีแดงอันเป็นเอกลักษณ์ที่ตั้งอยู่บนชั้นนี้เพื่อส่งต่อความทรงจำไปหาคนพิเศษได้ทั่วโลก
The Glass Tray: พื้นกระจกใสที่ท้าทายความกล้า (ชั้น 78)
ไฮไลท์ที่ทำให้ King Power Mahanakhon โด่งดังไปทั่วโลกคือ “Glass Tray” พื้นกระจกใสขนาดใหญ่ที่ยื่นออกมานอกตัวอาคาร
- ความตื่นเต้นระดับพรีเมียม: การเดินบนพื้นกระจกที่มองเห็นพื้นดินด้านล่างจากความสูงกว่า 310 เมตร เป็นความรู้สึกที่ผสมผสานระหว่างความตื่นเต้นและอิสระเสรี (ก่อนเข้าต้องสวมถุงผ้าหุ้มรองเท้าเพื่อป้องกันกระจกเป็นรอย)
- จุดถ่ายรูปยอดฮิต: นี่คือจุดที่ใครมาก็ต้องได้รูปนั่งหรือนอนบนพื้นกระจกโดยมีฉากหลังเป็นทัศนียภาพอันกว้างไกลของกรุงเทพฯ
The Peak: จุดชมวิวที่สูงที่สุดในประเทศไทย
จากชั้น 78 คุณสามารถเดินขึ้นบันไดวนไปสู่จุดสูงสุดที่เรียกว่า “The Peak” ซึ่งเป็นดาดฟ้ากลางแจ้ง (Outdoor) ที่มีความสูง 314 เมตร
- 360-Degree Panorama: คุณจะได้สัมผัสกับสายลมและวิวเมืองแบบไม่มีอะไรกั้น ตั้งแต่พระอาทิตย์ตกดินไปจนถึงแสงสีของกรุงเทพฯ ในยามค่ำคืน เป็นจุดที่เหมาะแก่การเก็บภาพความประทับใจในบรรยากาศที่สวยงามที่สุด
การเดินทางและข้อมูลการเข้าชม
ด้วยทำเลที่ตั้งอยู่ใจกลางย่านธุรกิจของกรุงเทพฯ ทำให้การเดินทางมายัง King Power Mahanakhon มีความสะดวกสบายและเลือกได้หลายวิธี ดังนี้ครับ:
การเดินทางที่สะดวกที่สุด
- รถไฟฟ้า BTS: วิธีที่แนะนำที่สุดคือการนั่งรถไฟฟ้า BTS สายสีลม (สายสีเขียวเข้ม) มาลงที่ สถานีช่องนนทรี (Chong Nonsi) โดยใช้ ทางออกที่ 3 ซึ่งจะมีทางเดินเชื่อมต่อเข้าสู่โครงการโดยตรง ช่วยให้เลี่ยงปัญหาการจราจรที่ติดขัดในย่านสาทรได้เป็นอย่างดี
- รถยนต์ส่วนตัว: หากเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัว สามารถขับมาทางถนนนราธิวาสราชนครินทร์ (มุ่งหน้าสาทร) โครงการมีบริการที่จอดรถแบบอัตโนมัติ (Automated Parking) ที่ทันสมัยและปลอดภัย
- รถประจำทาง: มีรถเมล์หลายสายที่ผ่านหน้าโครงการ เช่น สาย 77, 162, 115 และ 504
ข้อมูลการเข้าชม Mahanakhon SkyWalk
เพื่อให้การเยี่ยมชมของคุณสมบูรณ์แบบ ควรตรวจสอบรายละเอียดเบื้องต้น ดังนี้:
- เวลาทำการ: เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 10:00 น. – 19:00 น. (รอบสุดท้ายที่อนุญาตให้ขึ้นชมคือ 18:30 น. แต่แนะนำให้ตรวจสอบหน้าเว็บไซต์อีกครั้งหากมีการจัดอีเวนต์พิเศษ)
- ช่วงเวลาแนะนำ: ช่วงเวลาที่สวยที่สุดคือประมาณ 17:00 น. – 18:30 น. เพราะคุณจะได้เห็นทั้งบรรยากาศแสงอุ่นยามพระอาทิตย์ตก (Golden Hour) และความสวยงามของแสงไฟระยิบระยับของกรุงเทพฯ ในยามค่ำคืน
- การจองบัตร: สามารถซื้อบัตรได้ที่เคาน์เตอร์จำหน่ายบัตรชั้น 1 ของโครงการ หรือจองล่วงหน้าผ่านช่องทางออนไลน์ของ King Power Mahanakhon และแพลตฟอร์มท่องเที่ยวต่าง ๆ ซึ่งมักจะมีโปรโมชั่นราคาพิเศษ
ข้อควรปฏิบัติในการเข้าชม
- ความปลอดภัยบนพื้นกระจก: สำหรับการเข้าพื้นที่ Glass Tray ผู้เข้าชมจำเป็นต้องสวมถุงผ้าหุ้มรองเท้า (ทางโครงการจัดเตรียมไว้ให้) และห้ามนำสิ่งของมีค่าที่เสี่ยงต่อการตกหล่น รวมถึงโทรศัพท์มือถือและกล้องถ่ายรูปเข้าไปในบริเวณพื้นกระจก (จะมีพื้นที่ให้ยืนถ่ายภาพจากด้านนอก)
- ความปลอดภัยทั่วไป: มีการตรวจสัมภาระอย่างละเอียดก่อนขึ้นลิฟต์ และไม่อนุญาตให้นำอาหารหรือเครื่องดื่มจากภายนอกขึ้นไปยังจุดชมวิว
บทสรุป
ตึกมหานครนับได้ว่าเป็นแลนด์มาร์คอีกแห่งหนึ่งในกรุงทเพมหานครฯในการทำกิจกรรมต่าง ๆ โดยมีการจัดแบ่งเป็นส่วน ๆ ในพื้นที่ของอาคาร สำหรับนักท่องเที่ยวท่านไหนที่ไม่เคยไปลองเปิดโอกาสให้ตัวเองได้เปิดประสบการณ์การไปเที่ยวเยี่ยมชมตึกมหานคร หรือ King Power Mahanakhon ก็อาจนับได้ว่าเป็นการเปิดหูเปิดตาให้กับตัวเองครับ
แสดงความคิดเห็น (0)